ที่พักบางแห่งในโลกตอนนี้ ขายห้องแพงขึ้นเพราะ “ไม่มีไฟ” ไม่ใช่เพราะมีสระว่ายน้ำหรือวิวทะเล
สิ่งที่แขกยอมจ่ายเพิ่มคือความมืดที่ปราศจากแสงไฟรบกวนท้องฟ้า ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “noctourism” หรือการท่องเที่ยวยามค่ำคืน และกำลังโตขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคิด ผลสำรวจของ Booking.com พบว่านักเดินทางทั่วโลกกว่า 62% สนใจจุดหมายที่มีมลภาวะทางแสงต่ำ ส่วนในกลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ที่ยอมออกเดินทางไกลเพียงเพื่อ “ดูดาว”
ในไทยเองก็เห็นสัญญาณนี้ชัดเจน มหกรรมท่องเที่ยวดูดาวในเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด Dark Sky Star Party จัดต่อเนื่องมาหลายปีในหลายพื้นที่ เช่น ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีผู้เข้าร่วมต่อคืนมากกว่า 2,000 คน หรืองาน Starry Night over Bangkok ก็ดึงคนเข้าร่วมได้มากกว่า 30,000 คนในค่ำคืนเดียว ปัจจุบัน กิจกรรมดูดาวในพื้นที่ Dark Sky ทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมแล้วมากกว่า 100,000 คน พิสูจน์ว่าแค่ท้องฟ้าที่มองเห็นดาวได้ชัดขึ้น ก็ดึงคนออกจากบ้านได้มากพอ ๆ กับคอนเสิร์ตหรือเทศกาลใหญ่ ๆ
ทำไมคนยุคนี้ถึงโหยหาความมืดขนาดนี้? เมืองใหญ่ทั่วโลกสว่างจนคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่เคยเห็นทางช้างเผือกด้วยตาตัวเองสักครั้ง ความมืดจึงกลายเป็นของหายาก และของหายากย่อมมีมูลค่าเสมอ
ปัจจุบัน องค์กร DarkSky International รับรอง “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” ไปแล้วกว่า 200 แห่งใน 22 ประเทศ ตลาดท่องเที่ยวดูดาวทั่วโลกปี 2567 มีมูลค่าราว 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะโตเป็น 4 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2576 ส่วนตลาดท่องเที่ยวยามค่ำคืนโดยรวมใหญ่กว่านั้นมาก อยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มโตเป็นสองเท่าภายในปี 2578
แต่ “ท้องฟ้ามืด” ที่ว่านี้ คือมืดแบบไหนกันแน่? หลายคนอาจนึกว่าหมายถึงคืนเดือนมืดธรรมดา (ไม่มีแสงจันทร์รบกวน) แต่ในทางดาราศาสตร์หมายถึงพื้นที่ที่ปราศจากแสงไฟฟ้ารบกวน ลองนึกภาพห้องนอนตอนอยากหลับสนิท ถ้ามีไฟป้ายโฆษณาข้างบ้านส่องเข้ามา สมองก็ยากจะพักเต็มที่ ท้องฟ้าก็เช่นกัน แสงไฟเมืองที่สาดฟุ้งขึ้นฟ้ายามค่ำคืน หรือมลภาวะทางแสง จะกลบแสงดาวจาง ๆ จนตาเรามองไม่เห็น ยิ่งเมืองสว่างมากเท่าไร ท้องฟ้าก็ยิ่ง “แบน” ลงเท่านั้น เหลือแค่ดาวสว่างไม่กี่ดวงแทนที่จะเป็นทางช้างเผือกทั้งแถบ
การรักษาท้องฟ้ามืดจึงไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับการดูดาว แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลายด้าน อาทิ
– เศรษฐกิจชุมชน พื้นที่ที่แสงไฟเมืองไปไม่ถึงมักเป็นเมืองรองหรือหมู่บ้านห่างไกล การท่องเที่ยวดูดาวช่วยดึงรายได้เข้าพื้นที่โดยตรง ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น โดยไม่ต้องพึ่งการก่อสร้างขนาดใหญ่
– ระบบนิเวศ นกอพยพและแมลงกลางคืนซึ่งเป็นห่วงโซ่อาหารสำคัญต่างพึ่งพาความมืดในการดำรงชีวิต
– สุขภาพ แสงไฟยามค่ำคืนที่มากเกินไปรบกวนนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ การได้อยู่ในที่มืดสนิทบ้างจึงส่งผลดีต่อการนอนหลับ
– มรดกวัฒนธรรม ท้องฟ้าเต็มดวงดาวคือสิ่งที่บรรพบุรุษใช้นำทางเดินเรือและเล่าเป็นตำนาน การรักษาความมืดไว้จึงเท่ากับรักษามรดกให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสด้วย
แล้วต้องทำอะไรมากมายขนาดนั้นไหม ถึงจะได้ท้องฟ้าคืนกลับมา? ข่าวดีคือการแก้ปัญหาแสงรบกวนไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน เพียงปิดไฟที่ไม่จำเป็นในเวลาที่ไม่มีคนใช้งาน ใช้โคมไฟมีฝาครอบกดแสงลงพื้นแทนการส่องขึ้นฟ้า และเลือกหลอดไฟโทนสีอุ่นแทนแสงขาวจ้าที่กระจายไกล แค่นี้ก็ลดมลภาวะทางแสงได้มาก โดยยังรักษาความปลอดภัยของถนนและชุมชนไว้ครบ
หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าความมืดสร้างรายได้จริง แคว้นนอร์ทัมเบอร์แลนด์ในอังกฤษ หลังได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นหลายสิบล้านปอนด์ต่อปี และทุก 1 ปอนด์ที่ลงทุนติดตั้งไฟที่เป็นมิตรกับท้องฟ้า กลับสร้างผลตอบแทนด้านการท่องเที่ยวเกือบ 2 ปอนด์ ทะเลทรายอาตากามาในชิลีกลายเป็นจุดหมายดูดาวระดับโลกที่คนยอมบินข้ามทวีปไปเยือน ส่วนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดอาโอรากิของนิวซีแลนด์ก็ดึงนักท่องเที่ยวเอเชียเพิ่มขึ้นทุกปี
ที่ใกล้บ้านเรากว่านั้นคือญี่ปุ่น อุทยานแห่งชาติอิริโอโมเตะ-อิชิงากิ หมู่เกาะยาเอยามะ โอกินาวา ได้รับรองเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดแห่งแรกของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2561 มองเห็นกลุ่มดาวได้ถึง 84 จาก 88 กลุ่มด้วยตาเปล่า มากกว่าเกาะฮนชูที่เห็นได้เพียงราว 60 กลุ่ม พอได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ บริษัททัวร์ท้องถิ่นก็เริ่มเปิดโปรแกรมพาแขกไปนอนดูทางช้างเผือกกลางเกาะ กลายเป็นรายได้อีกทางของเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้
ที่น่าสนใจ คือหลายประเทศเหล่านี้เคยมีปัญหาไฟเมืองสว่างจ้าไม่ต่างจากเรา แต่พวกเขาเลือกปิดไฟบางส่วนแล้วเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจขึ้นมาแทน
ในประเทศไทย NARIT ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผลักดันโครงการ “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย” หรือ Amazing Dark Sky in Thailand มาตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากพื้นที่นำร่องเพียง 12 แห่ง และขยายตัวต่อเนื่องทุกปี จนถึง Season 5 ในปี 2569 มีพื้นที่ขึ้นทะเบียนใหม่เพิ่มอีก 15 แห่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งอุทยานแห่งชาติ ชุมชนท้องถิ่น รีสอร์ต และพื้นที่ส่วนบุคคล
ล่าสุด NARIT ยังจับมือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วางแผนผลักดันทั้งจังหวัดสู่การเป็นเมืองท้องฟ้ามืดต้นแบบ
ปัจจุบันโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand – Season 6 อยู่ระหว่างช่วงเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 ผู้สนใจดูรายละเอียดและสมัครขึ้นทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/DarkskyRegis สำหรับผู้ประกอบการที่พักในพื้นที่ห่างไกล นี่คือโอกาสที่ไม่ต้องลงทุนสูง แค่ปรับแสงไฟให้เหมาะสม เปิดพื้นที่ให้แขกมองเห็นท้องฟ้าได้เต็มตา ก็อาจกลายเป็นจุดขายที่แตกต่างจากที่พักอื่นได้ทันที
บางทีสิ่งที่มนุษย์พยายามหนีมาตลอดหลายศตวรรษ อย่างความมืด อาจกลับกลายเป็นสิ่งที่เราต้องเดินทางไกลเพื่อตามหาอีกครั้ง ท้องฟ้าเต็มดวงดาวไม่เคยหายไปไหน มันแค่รอให้เราปิดไฟบางดวงลง แล้วเปิดใจมองขึ้นไปเท่านั้นเอง
เรียบเรียง: เจษฎา กีรติภารัตน์ – เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ NARIT
growthmarketreports.com/report/dark-sky-tourism-market
outsideonline.com/adventure-travel/news-analysis/why-dark-sky-tourism-is-growing
astronera.org/darksky/research/tourism